เวลาพูดถึงงบการเงิน หลายคนมักให้ความสนใจกับรายได้ กำไร หรือยอดขายเป็นหลัก แต่ยังมีตัวเลขอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ หนี้สิน เพราะแม้ธุรกิจจะมียอดขายดีและมีกำไร แต่ถ้ามีภาระหนี้จำนวนมากและไม่สามารถบริหารเงินสดได้ทัน ก็อาจเกิดปัญหาสภาพคล่องจนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้
ในงบแสดงฐานะการเงิน หนี้สินจึงไม่ได้ถูกมองเป็นตัวเลขก้อนเดียว แต่มีการแบ่งออกเป็นหลายประเภท โดยสองประเภทที่เจ้าของธุรกิจควรรู้จักคือ หนี้สินหมุนเวียน และ หนี้สินระยะยาว แล้วหนี้สินทั้งสองประเภทต่างกันอย่างไร ทำไมนักลงทุนและธนาคารจึงให้ความสำคัญกับตัวเลขเหล่านี้ และเจ้าของธุรกิจควรดูอะไรจากตัวเลขหนี้สินของตัวเองบ้าง?
หนี้สินคืออะไร ต่างจากค่าใช้จ่ายยังไง?
ก่อนจะเข้าใจความแตกต่างระหว่างหนี้สินหมุนเวียนกับหนี้สินระยะยาว ต้องเริ่มจากความหมายของคำว่า “หนี้สิน” ก่อน หนี้สิน คือ ภาระผูกพันของกิจการที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีต และกิจการมีหน้าที่ต้องชำระหรือส่งมอบทรัพยากรทางเศรษฐกิจในอนาคต พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ เงินหรือสิ่งที่ธุรกิจมีภาระต้องจ่ายให้กับบุคคลหรือองค์กรอื่น เช่น
- เงินกู้จากธนาคาร
- เงินที่ค้างจ่ายให้ Supplier
- ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
- ภาษีที่ยังไม่ได้ชำระ
- เงินเดือนค้างจ่าย
- เงินกู้ระยะยาว
- เจ้าหนี้การค้า
การมีหนี้สินไม่ได้หมายความว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาเสมอไป เพราะธุรกิจจำนวนมากใช้เงินกู้เพื่อขยายกิจการ ซื้อเครื่องจักร ลงทุนในสาขาใหม่ หรือเพิ่มเงินทุนหมุนเวียน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีหนี้เท่าไร” แต่ต้องดูว่า หนี้นั้นเป็นหนี้ประเภทไหน ต้องชำระเมื่อไร และธุรกิจมีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่
หนี้สิน คือ เงินหรือสิ่งที่กิจการ “ยังค้างจ่าย” อยู่ เช่น เงินกู้ เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ฯลฯ อยู่ในงบดุล
ค่าใช้จ่าย คือ ต้นทุนที่เกิดขึ้นเพื่อหารายได้ในงวดนั้น เช่น ค่าเช่า ค่าแรง ค่าน้ำค่าไฟ ฯลฯ อยู่ในงบกำไรขาดทุน

หนี้สินหมุนเวียนคืออะไร
หนี้สินหมุนเวียน (Current Liabilities) คือ หนี้สินหรือภาระผูกพันที่กิจการคาดว่าจะชำระภายในรอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติ หรือโดยทั่วไปคือภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน ตัวอย่างของหนี้สินหมุนเวียน ได้แก่
- เจ้าหนี้การค้า
- เงินกู้ระยะสั้น
- ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย
- ภาษีค้างจ่าย
- เงินเดือนหรือค่าจ้างค้างจ่าย
- ส่วนของเงินกู้ระยะยาวที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปี
หากธุรกิจมีการซื้อสินค้าจาก Supplier โดยได้รับเครดิต 30 วัน สินค้าถูกส่งมาแล้ว แต่ธุรกิจยังไม่ได้จ่ายเงินให้ Supplier จำนวนเงินดังกล่าวจะกลายเป็น เจ้าหนี้การค้า ซึ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียน เพราะธุรกิจมีภาระต้องชำระในระยะเวลาอันใกล้ หนี้สินหมุนเวียนจึงเกี่ยวข้องกับ เงินทุนหมุนเวียนและสภาพคล่องของธุรกิจ ค่อนข้างมาก
หนี้สินระยะยาวคืออะไร
หนี้สินระยะยาว (Non-current Liabilities) คือ หนี้สินที่กิจการไม่ได้คาดว่าจะชำระภายในรอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติ หรือไม่ได้มีกำหนดชำระภายใน 12 เดือนนับจากวันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน
- เงินกู้ระยะยาวจากธนาคาร
- หุ้นกู้
- ภาระผูกพันจากสัญญาเช่าระยะยาวในส่วนที่เป็นหนี้ระยะยาว
- หนี้สินประมาณการบางประเภทที่มีระยะเวลาชำระเกินหนึ่งปี
เช่น หากบริษัทกู้เงินธนาคาร 5 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี หนี้ส่วนที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระภายใน 12 เดือนจะอยู่ในกลุ่มหนี้สินระยะยาว เมื่อถึงรอบบัญชีใหม่ ส่วนของเงินกู้ที่ต้องชำระภายใน 12 เดือนจะถูกจัดเป็นหนี้สินหมุนเวียน เงินกู้ก้อนเดียวกันจึงอาจมีทั้ง ส่วนที่เป็นหนี้สินหมุนเวียน และ ส่วนที่เป็นหนี้สินระยะยาว ขึ้นอยู่กับกำหนดชำระ

หนี้สินหมุนเวียนกับหนี้สินระยะยาวต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ ระยะเวลาที่ธุรกิจต้องชำระภาระหนี้
| ประเด็น | หนี้สินหมุนเวียน | หนี้สินระยะยาว |
| ระยะเวลาชำระ | โดยทั่วไปภายใน 12 เดือน | โดยทั่วไปเกิน 12 เดือน |
| ตัวอย่าง | เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย เงินกู้ระยะสั้น | เงินกู้ระยะยาว หุ้นกู้ |
| สิ่งที่สะท้อน | ภาระที่ต้องจัดการในระยะใกล้ | ภาระทางการเงินในระยะยาว |
| สิ่งที่ควรติดตาม | สภาพคล่องและเงินสด | ความสามารถในการชำระหนี้ระยะยาว |
แต่ในทางปฏิบัติ การดูเพียงยอดของหนี้สินแต่ละประเภทอาจยังไม่เพียงพอ เพราะต้องดูร่วมกับสินทรัพย์ เงินสด รายได้ กำไร และกระแสเงินสดของธุรกิจด้วย
ทำไมนักลงทุนถึงดูหนี้สินก่อนตัดสินใจลงทุน?
สำหรับนักลงทุน การดูหนี้สินช่วยให้เห็นว่า ธุรกิจใช้เงินทุนจากแหล่งใด และมีภาระทางการเงินมากน้อยแค่ไหน เช่น บริษัทสองแห่งที่มียอดขายและกำไรใกล้เคียงกัน แต่บริษัท A มีหนี้สินจำนวนมาก ขณะที่บริษัท B มีหนี้สินน้อยกว่า นักลงทุนอาจมองบริษัททั้งสองแตกต่างกัน เพราะหนี้สินทำให้เกิดภาระที่ต้องชำระในอนาคต และอาจมีดอกเบี้ยเข้ามาเกี่ยวข้อง
หากธุรกิจสามารถนำเงินที่กู้มาไปลงทุนแล้วสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าต้นทุนทางการเงิน การมีหนี้อาจช่วยให้ธุรกิจเติบโตเร็วขึ้น แต่หากธุรกิจมีหนี้สูง ขณะที่รายได้หรือกระแสเงินสดไม่เพียงพอ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงทางการเงินได้
ทำไมธนาคารถึงให้ความสำคัญกับตัวเลขหนี้สิน ก่อนอนุมัติสินเชื่อ?
หากนักลงทุนสนใจความเสี่ยงและศักยภาพของธุรกิจ ธนาคารก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจต้องการขอสินเชื่อ ธนาคารต้องประเมินว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหรือไม่ ข้อมูลหนี้สินจึงช่วยให้ธนาคารเห็นภาพภาระทางการเงินที่ธุรกิจมีอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงภาระที่จะต้องชำระในอนาคต
เช่น หากธุรกิจมีหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีเงินสดและสินทรัพย์หมุนเวียนไม่เพียงพอ ธนาคารอาจมองว่าธุรกิจกำลังมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง หากธุรกิจมีรายได้สม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแรง และสามารถบริหารภาระหนี้ได้ดี ข้อมูลเหล่านี้ก็สามารถช่วยสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของกิจการได้
หนี้สินเยอะ แปลว่าธุรกิจไม่ดีจริงไหม?
จุดที่เจ้าของธุรกิจควรทำความเข้าใจคือ หนี้สินจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าธุรกิจมีปัญหาเสมอไป เพราะหนี้สามารถเป็นเครื่องมือในการขยายธุรกิจได้ เช่น บริษัทต้องการซื้อเครื่องจักรมูลค่า 10 ล้านบาท หากรอสะสมเงินสดจนมีครบ อาจใช้เวลาหลายปี แต่ถ้าสามารถกู้เงินมาลงทุน และเครื่องจักรนั้นช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจนสร้างรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น หนี้ก้อนดังกล่าวก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเติบโต หากธุรกิจกู้เงินมาใช้กับค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และต้องกู้เพิ่มเพื่อชำระหนี้เดิม ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้
จึงควรดู วัตถุประสงค์ของหนี้ ความสามารถในการสร้างรายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ ประกอบกัน

อัตราส่วนอะไรบ้างที่ช่วยวิเคราะห์หนี้สินของธุรกิจ?
นอกจากการดูตัวเลขหนี้สินโดยตรงแล้ว นักลงทุนและสถาบันการเงินยังสามารถใช้อัตราส่วนทางการเงินเพื่อวิเคราะห์สถานะของธุรกิจได้ Current Ratio ใช้เปรียบเทียบสินทรัพย์หมุนเวียนกับหนี้สินหมุนเวียน
โดยทั่วไปคำนวณจาก Current Ratio = สินทรัพย์หมุนเวียน ÷ หนี้สินหมุนเวียน เช่น หากบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียน 2 ล้านบาท และมีหนี้สินหมุนเวียน 1 ล้านบาท Current Ratio = 2 ÷ 1 = 2 เท่า
จะช่วยให้เห็นภาพเบื้องต้นว่าธุรกิจมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับภาระหนี้สินหมุนเวียน แต่ไม่ควรตีความว่า Current Ratio สูงยิ่งดีเสมอไป เพราะต้องพิจารณาคุณภาพของสินทรัพย์หมุนเวียนด้วย เช่น ลูกหนี้สามารถเก็บเงินได้จริงหรือไม่ หรือสินค้าคงเหลือสามารถขายออกได้เร็วแค่ไหน
Debt to Equity Ratio
อีกตัวเลขที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ Debt to Equity Ratio หรือ D/E Ratio สูตรโดยทั่วไปคือ D/E Ratio = หนี้สินรวม ÷ ส่วนของผู้ถือหุ้น ช่วยให้เห็นโครงสร้างเงินทุนของกิจการว่ามีการใช้เงินทุนจากหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นมากน้อยเพียงใด เช่น หาก D/E Ratio สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนว่าธุรกิจพึ่งพาเงินกู้หรือหนี้สินมากขึ้น
การพิจารณาว่าตัวเลขสูงหรือต่ำเหมาะสมหรือไม่ ต้องดูตามลักษณะของธุรกิจ เพราะธุรกิจแต่ละประเภทมีโครงสร้างเงินทุนและความต้องการเงินทุนแตกต่างกัน
ถ้าหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ต้องกังวลหรือไม่
การที่หนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่าธุรกิจกำลังมีปัญหาเสมอไป เช่น ธุรกิจอาจมียอดขายเพิ่มขึ้น จึงต้องสั่งสินค้าเพิ่มและมีเจ้าหนี้การค้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในกรณีนี้ หนี้สินที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากการขยายกิจการ แต่ถ้าหนี้สินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในขณะที่ยอดขายลดลง เงินสดลดลง และลูกหนี้เก็บเงินได้ช้าลง สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติม จึงไม่ควรดูเพียงว่า “หนี้เพิ่มขึ้นหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า หนี้เพิ่มขึ้นเพราะอะไร และธุรกิจมีเงินเพียงพอสำหรับชำระหนี้ที่กำลังจะถึงกำหนดหรือไม่
เจ้าของธุรกิจควรดูตัวเลขอะไรจากโปรแกรมบัญชี
หากต้องการใช้ข้อมูลบัญชีเพื่อบริหารธุรกิจ เจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องรอให้นักบัญชีสรุปงบการเงินปลายปีเพียงอย่างเดียว โปรแกรมบัญชี ที่มีรายงานทางการเงินสามารถช่วยให้ติดตามตัวเลขสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เช่น
- หนี้สินหมุนเวียน
- หนี้สินระยะยาว
- เจ้าหนี้การค้า
- ลูกหนี้การค้า
- เงินสดและเงินฝากธนาคาร
- สินทรัพย์หมุนเวียน
- รายได้
- ค่าใช้จ่าย
- กำไรขาดทุน
- กระแสเงินสด
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาแสดงในรูปแบบรายงานหรือ Dashboard เจ้าของธุรกิจก็สามารถมองเห็นสถานะทางการเงินได้ง่ายขึ้น และใช้ประกอบการตัดสินใจ เช่น การขอสินเชื่อ การลงทุน การซื้อสินค้า หรือการวางแผนเงินทุนหมุนเวียน
AccCloud ERP ช่วยให้เห็นข้อมูลทางการเงินได้เป็นระบบ
การวิเคราะห์หนี้สินจะทำได้ง่ายขึ้นเมื่อข้อมูลทางบัญชีของธุรกิจถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบ AccCloud ERP ช่วยรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของธุรกิจไว้ในระบบเดียว ทำให้ข้อมูลจากการขาย การซื้อ ค่าใช้จ่าย และบัญชีสามารถนำมาเชื่อมโยงกันเพื่อดูภาพรวมของธุรกิจได้ สำหรับเจ้าของกิจการ การมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันช่วยให้ไม่ได้มองเพียงตัวเลขกำไรหรือยอดขาย แต่สามารถติดตามภาระหนี้ ลูกหนี้ เจ้าหนี้ และสถานะทางการเงินของกิจการได้รอบด้านมากขึ้น
เพราะการตัดสินใจทางธุรกิจที่ดีไม่ได้เกิดจากการดูตัวเลขเพียงตัวเดียว แต่เกิดจากการนำข้อมูลหลายส่วนมาวิเคราะห์ร่วมกัน
หนี้สินหมุนเวียน คือภาระหนี้ที่โดยทั่วไปต้องชำระภายใน 12 เดือน ส่วน หนี้สินระยะยาว คือภาระที่มีกำหนดชำระเกิน 12 เดือน ทั้งสองประเภทมีความสำคัญแตกต่างกัน หนี้สินหมุนเวียนช่วยให้มองเห็นภาระทางการเงินในระยะใกล้และสภาพคล่องของธุรกิจ ขณะที่หนี้สินระยะยาวช่วยให้เห็นภาระทางการเงินที่ธุรกิจต้องบริหารในระยะยาว
สำหรับนักลงทุน ตัวเลขเหล่านี้ช่วยประเมินโครงสร้างเงินทุนและความเสี่ยงทางการเงินของกิจการ ส่วนธนาคารใช้ประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจปล่อยสินเชื่อ สำหรับเจ้าของธุรกิจแล้ว อย่าดูเพียงว่าบริษัทมีกำไรเท่าไร แต่ควรรู้ด้วยว่ามีหนี้อะไรอยู่บ้าง ต้องชำระเมื่อไร และมีเงินเพียงพอสำหรับภาระเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อสามารถติดตามข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่องจาก โปรแกรมบัญชี ก็จะช่วยให้การวางแผนทางการเงินและการตัดสินใจของธุรกิจมีข้อมูลรองรับมากขึ้น